ทำไมนักเดินทางรุ่นใหม่ถึงนิยมพัก Homestay มากกว่าการพักโรงแรมแบบเดิม

คนรุ่นใหม่นิยมพัก homestay เริ่มเป็นกระแสมาได้พักใหญ่ๆแล้ว
สมัยนี้ความต้องการของนักเดินทางได้เปลี่ยนไปจากสมัยก่อน ความต้องการได้รับประสบการณ์ที่พิเศษและแตกต่างทำให้ผู้คนเลือกพักกับ Homestay กันมากขึ้น และเพราะการแข่งขันที่สูงขึ้นทาง Homestay เองก็ได้ปรับตัว ปรับปรุงตกแต่งที่พักให้สวยงามมีมาตรฐานไม่ต่างจากโรงแรมเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาเข้าพัก ซึ่งประโยชน์ก็จะตกอยู่กับนักท่องเที่ยวนั่นเอง
การพักโฮมสเตย์ทำให้มีโอกาสได้ชิมรสชาติแบบท้องถิ่นแท้ๆ

โฮมสเตย์ (Homestay) คืออะไร

สมัยก่อนโฮมสเตย์มีความหมายถึง บ้านของชาวบ้านตามชนบทที่ได้แบ่งเอาบางส่วนหรือทั้งหลัง เปิดบริการให้แขกได้มาเช่าพัก แต่มาสมัยนี้ในยุคที่ airbnb เฟื่องฟู ผู้คนในเมืองก็ต่างเปิดบ้านของตนให้แขกได้เข้าพักเพื่อเป็นการสร้างรายได้ และสร้างประสบการณ์ใหม่ด้วยเช่นกัน

ทำไมผู้คนถึงนิยมพักโฮมสเตย์

1. ได้สัมผัสกับชีวิตคนท้องถิ่นอย่างแท้จริง

- ต่างจากโรงแรมใหญ่ๆที่เราจะได้เจอแต่พนักงาน แต่การพักโฮมสเตย์ทำให้เราได้เจอชาวบ้าน เพื่อนบ้าน เด็กๆ ละแวกบ้าน ร้านค้าขายของชำ ร้านอาหารใกล้บ้าน และอื่นๆที่ชาวบ้านเขาทำกันในชีวิตประจำวัน

2. ได้รับความเป็นกันเอง ความไม่เป็นทางการ

- เจ้าของบ้านโฮมสเตย์ก็จะต้อนรับเราแบบบ้านๆ ในแบบฉบับของตัวเอง บางบ้านอาจเตรียมน้ำผลไม้ไว้ให้ บางบ้านอาจเป็นขนม หรือผลไม้ตามฤดูกาล อาจมีการกินเลี้ยงหรือปาร์ตี้กับเจ้าของบ้านเป็นบางครั้งคราว

3. ได้รับคำแนะนำจากคนในพื้นที่จริง

- ข้อมูลที่ดีและอินไซด์สุดๆมักจะมาจากคนในพื้นที่มากกว่าจะหาได้จากเว็บหรือบนออนไลน์ คำแนะนำหรือไกด์จากเจ้าบ้าน/คนในท้องถิ่นมาจากประสบการณ์จริงของเขา ทำให้เราได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำและเชื่อถือได้

4. ได้ชิมอาหารรสชาติท้องถิ่นจริงๆ

- หลายที่พักมักจะทำอาหารเลี้ยงแขกเป็นบางมื้อ เป็นโอกาสที่ดีมากที่จะได้ชิมรสชาติแบบท้องถิ่น ถ้าโชคดีกว่านั้นก็อาจจะขอเจ้าบ้านช่วยทำครัวไปด้วยเลย เป็นโอกาสได้เข้า cooking class โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แนะนำว่าควรแชร์ค่าอาหารกับเจ้าบ้านนะจ๊ะ เว้นแต่ว่าเจ้าบ้านยืนยันจะไม่รับจริงๆ
ร่มรื่น สงบ ตามแบบฉบับ Homestay

5. สะดวก สงบ แบบคนท้องถิ่น

- ชาวบ้านพักแบบไหน เราก็พักแบบนั้น และบ้านคนโดยส่วนมากก็มักจะอยู่อาศัยกันอย่างสงบ ต่างจากความสงบในห้องนอนของโรงแรมแต่เป็นความสงบแบบคนท้องถิ่น

6. ช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน

- โฮมสเตย์ส่วนมากดำเนินกิจการโดยคนท้องถิ่น ไม่ใช่เครือโรงแรม ดังนั้น เมื่อเราเข้าพัก ท้องถิ่นก็จะมีรายได้ หลายๆที่พักเมื่อมีรายได้ก็จะกระจายสู่ชุมชน เช่น จ้างคนในหมู่บ้านมาทำความสะอาด ใช้บริการร้านซักรีดละแวกบ้านซักผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน เหล่านี้เป็นต้น

7. ได้เพื่อนใหม่

- หลายครั้งที่เราพักโฮมสตย์แล้วก็ได้เป็นเพื่อนกับเจ้าของบ้านไปเลย คบกันมาถึงวันนี้แปดปีแล้ว เป็นเพื่อนกันจากการเป็นลูกค้าพักบ้านเขานี่แหละ การได้พบเจอผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย ช่วยให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น

8. ประหยัดค่าใช้จ่าย

- ค่าใช้จ่ายในการพักโฮมสเตย์เมื่อเทียบกับโรงแรมในมาตรฐานเดียวกันแล้วถือว่าถูกกว่ามาก ช่วยให้เราได้เอางบใช้จ่ายไปลงกับกิจกรรมอย่างอื่นแทน หรือช่วยยืดระยะเวลาท่องเที่ยวให้ยาวนานขึ้นได้

ขอบคุณภาพสวยๆจาก Gomew Family Homestay
สำรองบ้านพักที่เชียงใหม่สำหรับ 4-6 คนได้ที่ https://www.airbnb.com/rooms/19509439

จองเรียนทำสบู่

จองเรียนทำสบู่ธรรมชาติ 100% คลิกเลยจ้า https://www.airbnb.com/experiences/272165
5 itong2go: May 2018 คนรุ่นใหม่นิยมพัก homestay เริ่มเป็นกระแสมาได้พักใหญ่ๆแล้ว สมัยนี้ความต้องการของนักเดินทางได้เปลี่ยนไปจากสมัยก่อน ความต้องการได้รับประ...

10 ข้อควรจำ เมื่อมานั่งทำงานอ่านหนังสือที่ AIS CAMP เมญ่าเชียงใหม่


เมื่อก่อนชื่อ CAMP เฉยๆ ตอนหลังเลี่ยนเป็น AIS CAMP

AIS CAMP คืออะไร

มันคือสถานที่ให้คนมานั่งทำงาน มานั่งอ่านหนังสือได้ "ฟรี" ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งอยู่บนชั้น 5 ห้างเมญ่า ตรงข้ามกับโรงหนัง SF Cinema ทุกคน (ใครก็ได้) สามารถเข้ามาใช้บริการได้เลย

สิ่งที่ CAMP ให้บริการมีดังนี้

- โต๊ะ เก้าอี้ โซฟา เบาะ สำหรับนั่งทำงาน/อ่านหนังสือ
- ปลั๊กให้เสียบชาร์จคอม/มือถือ จำนวนมากมายหลายจุด แน่นอนว่าชาร์จฟรีจนกว่าจะเบื่อ
- มีห้องประชุมให้เช่า คิดราคาเป็นชั่วโมงๆละ 200 บาท
- มีกาแฟ ชา เครื่องดื่มอื่นๆ น้ำเปล่า อาหาร จำหน่าย ราคาตามภาพ

อาหาร/เครื่องดื่มราคาสูงนิดนึง แต่ซื้อแล้วจะได้เน็ตฟรี 2 ชั่วโมง

โต๊ะในตำนาน นั่งแล้วจะได้งาน ส่วนมากโต๊ะนี้จะมีแต่ฝรั่งแล้วทุกคนจะตั้งใจมาก
บรรยากาศด้านใน แอบมีชั้นสองเล็กให้ขึ้นไปนั่งได้สองสามคน

ด้านหน้า CAMP

ป้าย CAMP

10 สิ่งที่ควรรู้เมื่อมาใช้งาน AIS CAMP


1. จงช่วยกันอุดหนุนอาหาร/เครื่องดื่มใน CAMP - อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าเขาให้บริการฟรีแทบทุกอย่าง เทียบกับข้างนอกถ้าเราไปใช้ co-working หรือร้านกาแฟ นั่งทั้งวันรวมแล้วจ่ายแพงกว่านะฮะ กับว่าเราช่วยอุดหนุนแล้วเขาจะได้อยู่กับเรานานๆ

2. อย่านำอาหาร/เครื่องดื่มจากข้างนอกเข้ามาใน CAMP - ไม่อุดหนุนเค้าก็ไม่ว่า แต่อย่าถึงขนาดเอาของข้างนอกเข้ามากินเลย ถ้าหิวก็ลงไปกินชั้นสี่ก็ได้ น้ำดื่มชั้นสี่มีขายขวดละ 10 บาท กินหมดแล้วค่อยเข้ามา ใจๆนะใจเขาใจเรา

3. ถ้าอยากใช้ WIFI ของ CAMP - ก็ต้องอุดหนุนอาหารหรือชา กาแฟ จะได้เน็ตมาใช้ 2 ชั่วโมง ถ้าอยากใช้นานกว่านั้น ให้เปลี่ยนมาใช้มือถือของ AIS (ไม่ได้ค่าโฆษณา) จะใช้ WIFI ที่ CAMP ได้ตลอดเวลา

4. จงแบ่งปันพื้นที่กับผู้อื่น - หลายครั้งเราเห็นหลายคนมาคนเดียวแต่ใช้พื้นที่เหมือนไปหลายคน วางของกระจัดกระจายเสมือนโต๊ะนี้เป็นของข้าคนเดียว บางเวลาคนมันเยอะคนมาทีหลังก็ไม่มีที่นั่ง ฉะนั้น ได้โปรดมีน้ำใจแบ่งปันพื้นที่กับผู้อื่น

5. จงมีมารยาทในการใช้พื้นที่ร่วมกัน - ถ้ามาที่นี่ คุณจะเห็นว่ามีการ "จองโต๊ะ" มันคือโต๊ะวิญญาณที่ไม่มีคนแต่จะมีสมุดหนังสือวางไว้ ผ่านไปเป็นชั่วโมงวิญญาณนั้นก็ยังไม่กลับมา คนอื่นจะนั่งก็ไม่ได้ ส่วนคนจองไว้ก็ไม่มานั่ง คือถ้าจะไปนานๆก็ช่วยเก็บของไปด้วยเถอะ กลับมาใหม่ก็ค่อยหาที่นั่งใหม่เอา แบบนี้นิสัยไม่ดี ไม่อายตัวเองก็อายคนอื่นเถอะครับ

6. เมาแล้วก็กลับบ้านไปนอนดีๆ - เพราะอยู่ติดดาดฟ้าเมญ่าที่เต็มไปด้วยร้านเหล้า แถมยังเปิดตลอด 24 ชั่วโมงเลยเป็นช่องให้บรรดาขี้เมาหัวใสมาแอบฟุบหลังผับปิด แนะนำให้เรียก Grab แล้วกลับไปนอนที่บ้านสบายกว่าเยอะ ที่ CAMP นี่ไม่มีตรงไหนนอนสบายเลย เชื่อเราๆลองแล้ว 

7. อย่ารบกวนคนอื่น - การรบกวนคนอื่นนั้นมีหลายแบบ ทั้งพูดคุยเล่นกันเสียงดัง นั่งสั่นขายุกยิก เอาเท้าเขย่าโต๊ะ ถอดรองเท้าแล้วตีนเหม็น อะไรทั้งหลายเหล่านี้ขอแนะนำว่าอย่าทำ มันเสียสมาธิทำงาน

8. เปิดประตูเข้าออกให้อ่านด้วยว่า Push หรือ Pull - อันนี้เจอหลายครั้งแล้วส่วนมากคนไทย คือไม่อ่านให้ดีแล้วก็ดันกันไปมาต่างคนต่างดัน Push แปลว่า ผลัก Pull แปลว่า ดึง มันเขียนว่ายังไงก็ทำตามนั้นเลยจะได้ไม่มีปัญหา

9. ห้องน้ำไปใช้ที่ชั้น 4 สะดวกกว่า - ห้องน้ำชั้นสี่กับชั้นห้าไม่เหมือนกัน ชั้นห้าจะเล็กมากมีไม่กี่ห้องเพราะต้องแชร์กับโรงหนัง ใช้ชั้นสี่ลงบันไดเลื่อนเดินไปเข้าทาง KFC จะเจอห้องน้ำอันยิ่งใหญ่อลังการ สะดวกสบายกว่ากันเยอะ

10. ลูกค้า AIS อย่าลืมใช้โปรโมชั่น - ไปดูตรงเคาน์เตอร์จะมีป้ายแปะไว้ ส่วนลด 5 บาทสำหรับเครื่องดื่มและ 10 บาทสำหรับอาหาร ลูกค้า Serenade ได้ลดมากกว่าอีกนิดนึง ลองไปใช้กันดูนะจ๊ะ

แถมท้าย

มีคนถามมาว่าที่ CAMP อะไรอร่อย ตอบยากจังเพราะเคยกินไม่กี่อย่างเอง กาแฟก็โอเคนะ คาปูร้อนก็ดี ช๊อคโกแล็ตร้อนก็โอเค ราเม็งต้มยำก็อร่อย คิดว่าคงอร่อยหลายอย่างแหละเพราะเห็นจานที่วางไว้บนโต๊ะก็หมดเกลี้ยงกันทุกที 

ใครที่มองหาที่ทำงานที่สร้างแรงบันดาลใจใหม่ ลองออกจากโต๊ะเดิมแล้วมานั่งที่ CAMP ดูได้ ผมลองแล้วพิสูจน์ด้วยตัวเองหลายครั้งว่าการมาที่นี่ได้งานมากกว่าปกติจริงๆ แต่ต้องเลือกนั่งข้างๆฝรั่งนะ พวกนี้เขาตั้งใจทำงานมากจนเรานั่งข้างๆรู้สึกว่าไม่ทำงานไม่ได้แล้ว ความขี้เกียจวิ่งหนีไป ประมาณนั้นเลย
5 itong2go: May 2018 เมื่อก่อนชื่อ CAMP เฉยๆ ตอนหลังเลี่ยนเป็น AIS CAMP AIS CAMP คืออะไร มันคือสถานที่ให้คนมานั่งทำงาน มานั่งอ่านหนังสือได้ "ฟร...

ทำไมรีวิวเชียงใหม่ถึงจัดกิจกรรม outing ให้พนักงานบ่อยๆปีละหลายครั้ง

กิจกรรมพบปะพูดคุยกับ Creative ระดับประเทศ มาให้ความรู้กับพนักงาน
"เราเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดจากการนั่งในห้องสี่เหลี่ยม"

ที่มาของความคิดที่จะให้มี outing บ่อยๆ

- สมัยก่อน เรามองว่าเราจ่ายเงินเพื่อซื้อเวลาของพนักงาน แต่ตอนนี้เรามองว่าเราจ่ายเงินเพื่อซื้อประสิทธิภาพของพนักงานมากกว่า

- คุณภาพของงานของบริษัท ขึ้นอยู่กับคุณภาพของพนักงาน แม้ผู้นำจะเก่งกาจเพียงใดแต่ก็ต้องอาศัยพลังของทีมงานที่มีประสิทธิภาพด้วย

- คนเราจะพัฒนาความรู้และประสบการณ์ขึ้นได้มีอยู่สองทางคือ 1. อ่านหนังสือ 2. เดินทางท่องเที่ยว สมัยนี้ให้คนมาอ่านหนังสือก็ยากละ ข้อสองคนจะชอบมากกว่า

- งานของเราต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และความสัมพันธ์ของคนในทีม การเรียนรู้จักกันนอกห้องทำงานช่วยให้รู้จักนิสัยใจคอกันได้เร็วกว่า

- บริษัทเราทำคอนเทนต์เกี่ยวกับเรื่องกิน เรื่องเที่ยว พนักงานไม่ว่าจะตำแหน่งใดก็ตาม ควรจะได้มีประสบการณ์ในด้านนี้ด้วย
จับกลุ่มทำกิจกรรมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ในระหว่างพักผ่อนที่รีสอร์ทใกล้แม่น้ำปิง ในเขตเมืองเชียงใหม่

อันนี้ไม่ใช่ออฟฟิศรีวิว แต่ของเราทุกครั้งที่เด็กฝึกงานจบหรือพนักงานลาออกก็จะมีเลี้ยงส่งกันเสมอ

กิจกรรมสนทนาพูดคุยระหว่างพักผ่อนที่ homestay ใกล้ตัวเมือง

นัดดื่มกันเบาๆหลังเลิกงาน เป็นเรื่องปกติของรีวิวเชียงใหม่

สรุปความหมายของการ outing ของรีวิวเชียงใหม่

- การได้ทำกิจกรรมร่วมกันของพนักงานนอกที่ทำงาน
- การได้ทำกิจกรรมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาศักยภาพของพนักงานนอกออฟฟิศ
- กิจกรรมพัฒนาความสัมพันธ์ ทักษะในการติดต่อสื่อสาร การทำงานร่วมกันของพนักงาน

5 ผลลัพธ์ที่ได้จากการ Outing

1. พนักงานรู้สึกว่าได้พักผ่อน - มาทำงานก็เหมือนไม่ได้ทำ เพราะออฟฟิศพาไปเที่ยวบ่อยๆ การไปทำงานคือการไปเที่ยวไปกิน ทำให้รู้สึกอยากมาทำงาน เพราะทำงานเหมือนไม่ได้ทำงาน

2. พนักงานไม่เครียด - การ outing ผ่อนคลายไม่ซีเรียสเหมือนกับการส่งไปอบรมสัมมนา การ outing ที่ดีควรมีเป้าหมาย ไม่ใช่การไปเที่ยวโดยไม่มีสาระใดๆ

3. พนักงานมีทักษะในการทำงานเพิ่มขึ้น - อันนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากจะเน้นอะไรในการ outing ครั้งนั้นๆ แล้วก็วางแผนกิจกรรมไปแบบหลวมๆ หาเวลาที่ทุกคนสะดวกแล้วมาเล่นเกม ทำกิจกรรมกันขำๆ ให้ทุกคนได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมนั้นๆด้วยตัวเอง

4. พนักงานรู้จักกันมากขึ้น - แน่นอนเพราะเขาได้ใช้เวลาด้วยกันโดยไม่ได้ออกไปไหน พอเวลา free time เขาก็จะได้เห็นว่าคนอื่นๆใช้เวลาว่างในการทำอะไร

5. พนักงานรู้จักบริษัทมากขึ้น - รวมถึงรู้จักแนวคิดของผู้บริหารมากขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลให้มีความเข้าใจกับเป้าหมายของบริษัท รวมถึงวัฒนธรรมองค์กรผ่านการทำกิจกรรมที่สนุกสนานร่วมกัน

สรุป Outing

- การทำ outing นั้นมีค่าใช้จ่าย เป็นต้นทุนของบริษัท ดังนั้น ไม่ควรจัด outing เล่นๆสนอง need ของตัวเอง

- การทำ outing มีต้นทุนเรื่องเวลา เพราะต้องใช้เวลาของพนักงานทุกคน เวลาเองก็เป็นต้นทุนที่สำคัญ ต้องบริหารเวลาให้ดี ใช้เวลาให้คุ้มค่า

- ทุกบริษัทที่ดี ควรจัดให้มี outing อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง จะช่วยเรื่องสุขภาพจิต ลดความเครียดของพนักงานได้มาก และยังช่วยลด turn over rate ให้ต่ำลงอีกด้วย

5 itong2go: May 2018 กิจกรรมพบปะพูดคุยกับ Creative ระดับประเทศ มาให้ความรู้กับพนักงาน "เราเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดจากการนั่งในห้องสี่เหลี่ยม...

ทำไมการเขียน Blog ถึงจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งหลังจากการมาของ Social Media

เม่น - บล็อก อีกหนึ่งบล็อกคุณภาพที่ขอแนะนำ

สมัยก่อนมีอยู่ช่วงนึงที่คนนิยมเขียน online diary กัน ส่วนมากจะไปเขียนที่ exteen.com และก็ส่งแลกลิงค์กันไปมาสนุกสนาน เราว่ามันดีตรงที่จุดประกายให้คนที่ไม่เคยเขียนอะไรได้ลุกขึ้นมาลองเขียนดูบ้าง แม้จะเป็นเรื่องชีวิตประจำวันก็ถือว่าดีแล้วที่ได้ลองสร้างสรรค์งานขึ้นมา นั่นก็จัดว่าเป็นบล็อกแบบนึง
mommew บล็อกคุณแม่ลูกสามที่กำลังพยายามหาแนวทางบล็อกที่ชัดเจนของตัวเอง

ความหมายของ BLOG

ในยุคต่อมาก่อนที่ facebook, twitter, IG จะโด่งดัง ผู้คนนิยมเขียน blog เป็นเรื่องเป็นราวในสิ่งที่ตัวเองถนัดหรือสนใจ ใครเชี่ยวชาญเรื่องอะไรก็จะเขียนเรื่องนั้นๆ บ้างก็เขียนคนเดียว บ้างก็เป็นหมู่คณะเล็กๆ (ถ้าใหญ่ก็จะกลายเป็น publisher/สำนักพิมพ์) ประเด็นสำคัญคือบล็อกที่ดีจะต้องมีการอัพเดทอย่างสม่ำเสมอ การเขียนปีละ 1-2 ครั้งจัดว่าน้อยเกินไป ส่วนตัวเราคิดว่าอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งกำลังดี อย่างน้อยที่สุดเดือนนึงให้ได้สักสองครั้งกำลังแจ๋ว
itong2go บล็อกของเราเองดูจาก 7 บทความล่าสุดแสดงว่าเริ่มหาทิศทางของตัวเองได้แล้ว

7 เหตุผลที่คิดว่า BLOG กำลังจะกลับมา


1. บล็อกไม่ได้หายไปไหน - เพียงแต่ผู้คนลืมไปว่ามันเคยมีอยู่ คนเขียนบล็อกก็ยังอยู่แต่อาจอัพเดทน้อยลงเพราะก็มัวไปอ่านสื่อใหม่อยู่เหมือนกัน ส่วนคนอ่านทั่วไปก็ให้ความสนใจกับ main stream มากกว่า

2. ผู้คนเริ่มเบื่อความไวและเริ่มมองหาเนื้อหาที่มีคุณภาพ - ข้อดีของ social media คือมันไว ไวมาก เราเสพสื่อกันแบบไม่หยุดหย่อน ไม่ได้พักคิดวิเคราะห์ใดๆ ทุกสำนักแข่งกันว่าใครเร็วกว่าชนะ ผลลัพท์คือมีขยะคอนเทนต์เต็มไปหมด คนอ่านต้องการของดีๆใส่สมองไม่ได้ต้องการขยะ

3. ผู้คนจะมองหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สามารถเข้าถึงได้ - ยุคต่อไปผู้คนจะมีเครื่องมือช่วยค้นหาข้อมูลมากขึ้น สินค้าหรือบริการที่ใช้คำว่า "ครบวงจร" จะไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป คนจะมองหาผู้เชี่ยวชาญหรือมืออาชีพในด้านนั้นๆ บล็อกที่เขียนเฉพาะเรื่องเฉพาะทางจะได้รับความนิยมกว่าที่เขียนสะเปะสะปะไม่มีทิศทาง

4. ผู้คนบางส่วนจะชอบการอ่านมากกว่าการดูคลิปวีดีโอ - ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคนี้ยูทูปครองเมือง แม้แต่เฟซบุ๊คเองก็ยังต้องเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดคลิปวีดีโอ แต่จะมีคนจำนวนหนึ่งที่ชื่นชอบการอ่านเพราะเขารู้สึกว่ามันบังคับได้ ค่อยๆอ่านได้ ไม่ต้องรีบนักก็ได้ การอ่านตัวหนังสือมีข้อดีตรงที่มันได้ใช้จินตนาการต่างจากการดูคลิปหรือดูหนัง

5. ผู้คนจะมองหาอาชีพใหม่ๆ การเป็น blogger คืออีกหนึ่งทางเลือกอาชีพอิสระ - ในยุคหน้าที่อาชีพเดิมๆถูก disrupt โดยโรบอตและ AI ผู้คนจะตกงานกันมากมาย หนึ่งในงานที่หุ่นยนต์ยังไม่สามารถทดแทนได้คือ งานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น อาชีพ blogger จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับหลายคน

6. คนที่เขียนบล็อกอยู่แล้วจะเขียนมากขึ้นและบ่อยขึ้น - คนที่ไม่เคยเขียนอาจจะไม่รู้ แต่คนที่เขียนบล็อกรู้ดีว่าเขาจะเก่งขึ้น จะพัฒนาขึ้นทุกครั้งที่เขียนบล็อก การเขียนออกไปสู่ผู้อ่านจำนวนมากในโลกออนไลน์ซึ่งอาจจะเป็นใครก็ได้ที่เข้ามาอ่าน ทำให้เรามั่วนิ่มไม่ได้ ต้องมีการคิดวิเคราะห์ คิดทบทวนสิ่งที่จะเขียน วางแผนการเขียน กำหนดหัวข้อการเขียน ทำให้เมื่อยิ่งเขียนมากก็ยิ่งเชี่ยวชาญมากนั่นเอง

7. ช่องว่างของการเป็น blogger ยังมีอยู่มาก ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านยังมีน้อย - ส่วนตัวคิดว่าเมืองไทยมีคนเก่งเยอะ คนเชี่ยวชาญเรื่องต่างๆเยอะ แต่การแบ่งปันความรู้กลับน้อยเกินไป ผู้คนคิดว่าอะไรก็ต้องไปโรงเรียนไปมหาวิทยาลัย ทั้งที่จริงความรู้มหาศาลสามารถเผยแพร่ได้ทางอินเตอร์เน็ต ยกตัวอย่างในเชียงใหม่ หาคนที่เป็น blogger จริงๆได้น้อยมาก ส่วนมากคนจะแห่ไปทำเพจกันหมดเพราะเห็นผลเร็วกว่า มุ่งเน้นกันเอาแต่ยอดไลค์ยอดแชร์ทั้งที่คอนเทนต์จริงไม่ได้มีอะไร ดังนั้น ใครที่เข้ามาเขียน blog ตอนนี้จึงถือว่าเป็น blue ocean เลยทีเดียว

แนะนำส่งท้าย

- หลายคนบอกว่าตัวเองไม่เชี่ยวชาญอะไรเลยก็เลยไม่รู้จะเขียนอะไร อันนี้แนะนำให้ดูว่าเวลาว่างเราทำอะไร งานอดิเรกของเราคืออะไร สิ่งที่เราทำแม้ไม่ได้เงินนั่นแหละคือสิ่งที่เราสนใจและมีความเชี่ยวชาญ

- เขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องอะไรดี มันตอบยากเพราะมีทางเลือกเยอะมาก ถ้าตอบแบบใกล้ตัวเราหน่อยก็น่าจะเป็นพวก รีวิวหนัง รีวิว gadget อุปกรณ์ไอที หรือบล็อกสร้างแรงบันดาลใจ บล็อกสอนทำธุรกิจก็น่าสนใจ สอนลงทุนซื้อหุ้นก็น่าสนใจเช่นกัน

- เขียนบล็อกที่ไหนดี เริ่มยังไงดี บล็อกเราเขียนที่ blogger.com โดยซื้อโดเมนเองต่างหากปีละ 300 บาท ถ้าไม่ซื้อโดเมนก็ได้เหมือนกันแต่ชื่อจะไม่สวย จะเป็น xxxxx.blospot.com มันจะจำยากนิดนึง แต่ตอนเริ่มต้นแนะนำเขียนไปสักเรื่องสองเรื่องก่อนแล้วค่อยซื้อโดเมน หรือจะลองไปเขียนที่ wordpress.com คนก็เขียนเยอะเหมือนกัน อ้อ และที่มาแรงเห็นเขาใช้กันก็ที่ medium.com

- ลองเขียนๆแล้วส่งลิงค์แบ่งกันดู เอามาแชร์กันได้ที่ช่อง comment เลยนะครับ มาร่วมกันสร้างชุมชน blogger ชาวเชียงใหม่ (ที่อื่นด้วยก็ได้) ไปด้วยกัน
5 itong2go: May 2018 เม่น - บล็อก อีกหนึ่งบล็อกคุณภาพที่ขอแนะนำ สมัยก่อนมีอยู่ช่วงนึงที่คนนิยมเขียน online diary กัน ส่วนมากจะไปเขียนที่ exteen.com และก็ส่...

Facebook Comments

Recommended Post

[New Post] รีวิวชีวิตที่ลบแอพ Facebook ออกจากมือถือเป็นอย่างไรบ้าง

คือวันๆนึงผมจะได้เปิดคอมประมาณสองครั้ง และก็มีโอกาสเข้าเฟซบุ๊คแค่นี้แหละ แต่อยากจะบอกว่าชีวิตที่ไม่มีแอพนี้ในมือถือเราเจออะไรบ้าง 1. แ...